ภารกิจโค้งสุดท้ายของ “รถเมล์ครีมแดง” ฝ่าน้ำท่วมช่วยคนกรุง
รถเมล์คู่กรุงเทพฯ กว่า 35 ปี ยังลุยน้ำช่วยคนในวันที่รถเล็กไปไม่ถึง ขณะที่ปี 2570 เตรียมทยอยเปลี่ยนเป็น EV แล้วฮีโร่ลุยน้ำแบบนี้ จะหาใครมาแทน?
ในช่วงที่หลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับน้ำท่วม ภาพหนึ่งที่หลายคนได้เห็น คือ “รถเมล์ครีมแดง” ของ ขสมก. ที่ยังคงวิ่งลุยน้ำ รับส่งประชาชนในพื้นที่ที่รถโดยสารขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงได้
จากการลงพื้นที่สำรวจของช่างภาพ PPTV พบภาพรถเมล์ครีมแดงที่ยังทำหน้าที่พาประชาชนเดินทางไปยังจุดหมาย แม้สภาพถนนจะเต็มไปด้วยน้ำท่วม ทำให้ในช่วงวิกฤตครั้งนี้ รถเมล์ครีมแดงกลายเป็นอีกหนึ่ง “ฮีโร่ของการเดินทาง” ที่ช่วยให้ประชาชนยังสามารถเดินทางต่อไปได้
หนึ่งในรถที่ถูกพูดถึง คือ Hino AK176 รถเมล์ร้อนที่ผลิตโดยค่ายญี่ปุ่น หลังภาพรถรุ่นนี้ลุยน้ำท่วมในไทยถูกเผยแพร่ไปยังฝั่งญี่ปุ่น ก็กลายเป็นกระแสไวรัล มีผู้ชมคลิปเกือบล้านวิว และทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยออกมาแสดงความคิดเห็นถึงความทนทานของรถรุ่นนี้
เพจเฟซบุ๊ก “Pichakaya” ระบุว่า ตอนแรกมีผู้สงสัยว่าทำไมภาพรถเมล์ลุยน้ำในไทยจึงได้รับความสนใจจากคนญี่ปุ่น ก่อนจะพบว่ารถคันดังกล่าวคือ Hino AK176 ซึ่งเป็นรถที่ผลิตโดยค่ายญี่ปุ่น
เมื่อผู้ใช้ทวีตรายดังกล่าวเห็นข่าวว่ารถเมล์ร้อนของไทยกำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นรถ EV ก็เขียนข้อความในเชิงอาลัย โดยมองว่า Hino AK176 เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของ Hino และรถที่สามารถลุยน้ำได้ในลักษณะนี้อาจสร้างขึ้นมาใหม่ได้ยากแล้ว
ความผูกพันของชาวญี่ปุ่นกับรถเมล์แดงยังสะท้อนผ่านคอมมูนิตี้คนรักรถญี่ปุ่น โดยหลังมีข่าวว่ารถเมล์แดงกำลังจะทยอยปลดระวาง หนึ่งในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นบางส่วน คือการมาประเทศไทยเพื่อนั่งรถเมล์แดง-ครีมเป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อได้เห็นรถรุ่นเดียวกันยังสามารถลุยน้ำและให้บริการประชาชนในช่วงวิกฤต ความรู้สึกผูกพันก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ตัวอย่างความคิดเห็นที่ถูกนำมาแปล เช่น
“ดูเหมือนเรือข้ามแม่น้ำเลย คนญี่ปุ่นสร้างของเจ๋งจริงๆ นะ”
“ค่าโดยสารถูก ต้องเกาะราวบนรถตลอด ไม่งั้นเซ เหมือนเครื่องเล่นในสวนสนุก ชวนคิดถึงมาก”
“มิชชั่นสุดท้ายของรถเมล์แดงก่อนที่จะเกษียณ ปรบมือให้”
ขณะที่มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ซึ่งระบุว่าเคยมีส่วนร่วมในการออกแบบรถรุ่นนี้ เล่าถึงการออกแบบที่คำนึงถึงสภาพอากาศและการใช้งานในประเทศไทย โดยมีทั้งการติดปลั๊กกันน้ำบริเวณท่อระบายอากาศของเกียร์และเฟืองท้าย การใช้ไส้กรองอากาศกันน้ำ และการยกท่อดูดอากาศให้สูงขึ้น เพราะประเทศไทยมีปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง
เจ้าตัวยังมองว่า รถรุ่นนี้มีความแข็งแรงมาก สามารถวิ่งบนถนนขรุขระได้ และใช้งานมาเกือบ 40 ปี แต่กำลังจะถูกปลดระวางในเร็วๆนี้ จึงรู้สึกเสียดาย
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งก็มีความคิดเห็นจากชาวญี่ปุ่นที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งมองว่า แม้รถรุ่นนี้จะยอดเยี่ยมและทนทาน แต่รถเมล์แดงก็มีข้อจำกัด ทั้งการปล่อยควันดำ การเสียบ่อยจนส่งผลต่อการจราจร รวมถึงปัญหาเรื่องมารยาทในการขับขี่
จึงเป็นภาพของรถเมล์ครีมแดงที่มีทั้งสองด้านอยู่พร้อมกัน ทั้งความแข็งแรง ทนทาน และความผูกพันที่ผู้คนมีต่อรถรุ่นนี้ ขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดของรถเก่าที่ต้องยอมรับ และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ระบบขนส่งกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน
รถเมล์ครีมแดงยังสำคัญแค่ไหนในวันที่เกิดวิกฤต?
กระแสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น เมื่อเพจ “อีเจี๊ยบ เลียบด่วน” ระบุว่า ในกลุ่มคนรักรถเมล์ ขสมก. ก็มีการพูดถึงและชื่นชมรถเมล์แดง หลังเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้เห็นว่ารถกลุ่มนี้ยังมีความสำคัญในสถานการณ์ฉุกเฉิน
เนื่องจาก ขสมก. จัดรถเมล์ร้อนครีมแดงเข้าไปให้บริการประชาชนที่ติดค้างอยู่ตามป้ายหยุดรถโดยสารต่างๆในจุดที่รถเล็กเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะเส้นทางสาย 510 และสาย 522 หลังเกิดน้ำท่วมหนักบริเวณถนนวิภาวดีและถนนพหลโยธิน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รถ ปอ.ฟ้าชานต่ำ ยี่ห้อ BONLUCK ไม่สามารถลุยน้ำได้ ขณะที่รถเมล์ครีมแดงสามารถเข้าไปให้บริการได้ จนถูกมองว่าเป็นเหมือนพระเอกขี่ม้าขาวในช่วงวิกฤต
คนขับรถเมล์หลายคนจึงนำรถออกมาลุยน้ำเพื่อรับส่งผู้โดยสาร หลายคนถึงกับตามหาตัวคนขับเพื่อชื่นชม และพบว่ามีคนขับหลายรายที่ออกมาวิ่งให้บริการ
ขณะเดียวกัน หลายคนยังย้อนนึกถึงอดีตว่าในช่วงก่อนหน้านี้ รถเมล์ครีมแดงบางสายก็ยังวิ่งให้บริการและเป็นพาหนะสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนสามารถเดินทางได้
แล้วรถที่อยู่คู่คนกรุงเทพฯ มานานกว่า 35 ปี มีที่มาอย่างไร?
PPTV Wealth จะชวนทำความรู้จัก “รถเมล์ครีมแดง” ย้อนดูที่มาที่ไป ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของรถสีครีม-แดง รุ่นต่างๆ ที่เคยให้บริการ ไปจนถึงรถรุ่นที่ยังวิ่งอยู่บนถนนกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน
รถเมล์ครีมแดง หรือรถโดยสารประจำทางธรรมดาสีครีม-แดงของ ขสมก. เริ่มมีรถรุ่นแรก หรือ Gen 1 ให้บริการตั้งแต่ปี 2531 โดยพัฒนาต่อยอดจากรถเมล์รุ่นก่อนหน้า ซึ่งในเวลานั้นยังมีรูปแบบคล้ายรถเมล์โบราณ คือมีประตูขึ้น-ลงแยกกันบริเวณหน้ารถและท้ายรถ
ต่อมา วันที่ 2 สิงหาคม 2534 ขสมก. เปิดตัวรถครีมแดง Gen 2 แบบประตูกลาง และนำออกให้บริการเป็นวันแรก
ในยุคนั้น ขสมก. จัดซื้อรถโดยสารล็อตใหญ่ โดยมีรถร้อน 4 รุ่น ได้แก่ HINO, ISUZU, DAEWOO และ MITSUBISHI รวมถึงรถปรับอากาศครีมน้ำเงิน BENZ ปาดาเน่ รวม 2,040 คันตามข้อมูลของรถล็อตดังกล่าว
จุดเด่นของรถ Gen 2 คือการปรับให้มีประตูขึ้น-ลงบริเวณกลางรถเพียงประตูเดียว ประตูมีขนาดกว้าง และใช้ระบบลมเปิด-ปิดอัตโนมัติ เพื่อแก้ปัญหาผู้โดยสารห้อยโหนและพลัดตกจากรถเมล์ในอดีต
รถเมล์ครีมแดงยังเป็นภาพจำของการเดินทางราคาประหยัดของคนกรุงเทพฯ โดยเป็นรถร้อนที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ และมีค่าโดยสาร 8 บาทตลอดสาย
หลังจากเริ่มให้บริการได้เพียงไม่กี่เดือน รถครีมแดงรุ่นใหม่ก็ผ่านเหตุการณ์สำคัญของประเทศอย่างเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 ซึ่งรถเมล์ครีมแดงหลายคันถูกผู้ชุมนุมนำไปจอดขวางถนนและถูกเผาทำลาย
4 ยี่ห้อในตำนาน เหลือ 3 รุ่นที่ยังวิ่ง
รถร้อนที่เข้ามาในล็อตปี 2534 มี 4 ยี่ห้อหลัก แต่ละรุ่นมีเอกลักษณ์และเสียงเครื่องยนต์แตกต่างกัน
HINO AK176 เลขข้างรถ 40XXX เดิมมี 540 คัน ปัจจุบันเหลือประมาณ 490 คัน จุดเด่นคือหน้ารถแบนราบ เสียงเครื่องยนต์นุ่มนวล และทรงตัวดี
ISUZU MT111QB เลขข้างรถ 50XXX เดิมมี 540 คัน ปัจจุบันเหลือประมาณ 529 คัน มีเอกลักษณ์ที่กระจังหน้าบุ๋มลงไปเล็กน้อย และเสียงพัดลมหม้อน้ำที่ดังกระหึ่ม
MITSUBISHI FUSO RP118 เลขข้างรถ 80XXX เดิมมี 510 คัน ปัจจุบันเหลือประมาณ 500 คัน ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและแรง ปัจจุบันนิยมวิ่งในเส้นทางฝั่งธนบุรีและปริมณฑล
ส่วน DAEWOO เดิมมี 510 คัน แต่ปัจจุบันปลดระวางทั้งหมดแล้ว เนื่องจากปัญหาด้านสัญญาเหมาซ่อมบำรุง
ปัจจุบันจึงเหลือรถครีมแดง 3 รุ่นหลัก รวมประมาณ 1,519 คัน ไม่รวมรถสแปร์
รถครีมแดงล็อตนี้ถือเป็นรถที่มีอายุประจำการยาวนานที่สุดของ ขสมก. และเป็นรถที่อยู่ในความทรงจำของคนกรุงเทพฯ หลายรุ่น บางคนใช้มาตั้งแต่สมัยเรียน จนถึงวัยทำงาน บางคนใช้ตั้งแต่ช่วงจีบแฟน จนถึงวันที่ลูกบวช
จากรถที่อยู่คู่กรุงเทพฯ สู่วันที่ต้องเปลี่ยนเป็น EV
แม้รถเมล์ครีมแดงจะยังมีบทบาทในสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ แต่ในภาพใหญ่ ระบบขนส่งกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ
ขสมก. เตรียมนำรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานไฟฟ้า หรือรถเมล์ EV จำนวน 1,520 คัน เข้ามาทดแทนรถเมล์ครีมแดงจำนวนเท่ากัน
ปัจจุบัน ขสมก. มีรถโดยสารในระบบประมาณ 3,000 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถเมล์ครีมแดงประมาณ 1,520 คัน ซึ่งจะถูกทยอยแทนที่ด้วยรถ EV ตามโครงการจัดหารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด
นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่า หลักการคือเมื่อรถเมล์ใหม่เข้ามา รถครีมแดงก็จะไม่ได้วิ่งในเส้นทางที่เป็นรถโดยสารประจำทางอีก และจะทยอยปลดระวางออกไป เช่น หากรับรถใหม่เข้ามา 500 คัน รถครีมแดงก็จะทยอยออกไปประมาณ 500 คันเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปตามแนวทางของรัฐบาลที่ต้องการลดการเดินทางด้วยรถร้อน และผลักดันให้ประชาชนใช้รถโดยสารปรับอากาศที่ใช้พลังงานสะอาด เพื่อให้การเดินทางสะดวกสบายขึ้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับภาพลักษณ์ของระบบขนส่งในเมือง
สุดท้ายแล้ว ภาพรถเมล์ครีมแดงลุยน้ำในช่วงวิกฤตครั้งนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นภาพของรถเก่าที่เข้ามาช่วยประชาชน เพราะในวันที่รถเหล่านี้กำลังจะหมดบทบาทตามแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ EV กลับเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พวกมันยังคงทำหน้าที่พาคนกรุงเทพฯ ผ่านวิกฤตไปถึงจุดหมาย
แล้วแบบนี้ วันที่รถเมล์ครีมแดงต้องปลดระวาง จะมีรถอะไรเข้ามาแทนได้บ้าง เพราะฮีโร่ลุยน้ำแบบนี้ อาจหาแทนกันไม่ได้ง่ายๆ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB